คดีมรดก

เมื่อมีการตายเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือเรื่องของมรดก ซึ่งหากมีพินัยกรรมแล้ว ย่อมต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพินัยกรรม แต่ถ้าไม่มีพินัยกรรมล่ะ?

อย่างแรกมาเรียนรู้ลำดับของทายาทกันก่อนค่ะ

ลำดับของทายาท
ทายาทมี 6 ลำดับ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

ผู้สืบสันดาน ( บุตร หลาน เหลน สายตรงลงไปแต่ต่างชั้นกัน )
บิดามารดา
พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
ปู่ ย่า ตา ยาย
ลุง ป้า น้า อา รวมถึงคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือเป็นทายาทโดยธรรมด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเมื่อ คู่สมรสก็เป็นทายาทโดยธรรม มาดูกันต่อเลยค่ะว่ากฎเกณฑ์ในการแบ่งมรดกให้คู่สมรสเป็นอย่างไงบ้าง

ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง
ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม
ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด
เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าหากคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่มีเกณฑ์ในการแบ่งมรดกอย่างไรบ้าง

ต่อไปมาดู หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป และกรณีที่บิดาและมารดาก็ยีงมีชีวิตอยู่ในขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย กันค่ะ

    หากมีทายาทที่ยังมีชีวิตหรือมีการรับมรดกแทนที่กันแล้ว  ทายาทในลำดับต่อไป ไม่มีสิทธิในการรับมรดก แต่หากบิดามารดาของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่  กรณีนี้ให้ได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตรเช่นเดียวกันกับคู่สมรสนั่นเอง

กรณี ถ้ามีทายาทโดยธรรมลำดับเดียวกันหลายคนหรือคนเดียว แบ่งกันอย่างไร

    ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  หากเป็นทายาโดยธรรมคนเดียวก็ได้รับมรดกไปทั้งหมด  

    ตัวอย่าง  นาย C จดทะเบียนสมรสกับนาง D มีบุตรด้วยกันสองคน คือ นาย E และ นาย F และบิดามารดาของนาย C ก็ยังคงมีชีวิตอยู่   

    ต่อมา  นาย C ถึงแก่ความตาย มีมรดกเป็นเงินจำนวน 10  ล้านบาท เห็นได้ว่าคู่สมรสก็เป็นทายาทโดยธรรม และเมื่อมีทายาทโดยธรรมในอันดับแรกแล้ว ลำดับอื่น ๆ ลงมาย่อมไม่มีสิทธิรับมรดก คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง เพราะถือเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร

    ในกรณีบิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ กฎหมายให้ได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตรเช่นเดียวกัน

    ดังนั้นกองมรดก 10 ล้านของนาย C จึงต้องเป็นเป็น 5 ส่วน เนื่องจากทายาทในลำดับเดียวกัน กฎหมายให้ได้ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน จึงได้มรดกไปคนละ 2 ล้านบาท

การรับมรดกแทนที่และการเสียสิทธิได้รับมรดก
ต่อมา มาเรียนรู้เรื่องการรับมรดกแทนที่และการเสียสิทธิได้รับมรดกสักนิดหนึ่งก่อนนะค่ะ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะพบเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้

    การถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก กุญแจสำคัญคือ บุคคลตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) นั้นตายหรือถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้สืบสันดานสามารถรับมรดกแทนที่บุคคลเหล่านั้นได้ แต่บุตรบุญธรรมไม่สามารถรับมรดกแทนที่ได้  

    แต่หากเป็นกรณีบุตรบุญธรรม ( จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ) เป็นผู้มีสิทธได้รับมรดกแต่ถึงแก่ความตาย ผู้สืบสันดานของบุตรบุญธรรมสามารถรับมรดกแทนที่ได้

    ตัวอย่าง นาย A จดทะเบียนสมรสกับ นาง B มีลูกด้วยกันคือ นาง C และนาย A ก็ได้รับบุตรบุญธรรมมา 1 คน คือ นาง D จากข้อเท็จจริงนี้ หากนาย A ถึงแก่ความตาย บุตรทั้งสองคนต่างเป็นผู้สืบสันดานของนาย A ต่างมีสิทธิในกองมรดกของ นาย A

    แต่หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า นาง C ได้รับบุตรบุญธรรมมา 1 คน คือนาง E ส่วนนาง D จดทะเบียนสมรสกับ นาย F มีบุตรด้วยกันชื่อนาง G หากนาย A ตายลงแล้วปรากฎว่าทั้งนาง C และนาง D ต่างก็ตายไปก่อน นาย A เจ้ามรดกแล้ว ในกองมรดกของนาย A นั้น นาง E บุตรบุญธรรมของนาง C ไม่สามารถที่จะรับมรดกแทนที่นาง C ได้ แต่นาง G สามารถรับมรดกแทนที่นาง D ได้ เนื่องจากเป็นผู้สืบสันดานโดยชอบด้วยกฎหมายของนาง D

    การเสียสิทธิรับมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีด้วยกัน 3 เหตุ คือ

การถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก
การถูกตัดออกจากกองมรดก
การสละมรดก
การถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก
มี 2 กรณี กรณีแรก คือ ถูกตัดเนื่องจากยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

    ตัวอย่าง นาย A ถึงแก่ความตาย บิดามารดาก็ไม่มีชีวิตแล้ว คู่สมรสก็เสียชีวิตแล้วเช่นกัน มีเพียงบุตร 3 คน คือ นาย B C และ D  มีมรดกจำนวน 9 ล้านบาท บุตรทั้งสามต้องได้มรดกคนละ 3 ล้านบาท

    ต่อมา B แอบยักย้ายเงินสดจำนวน 4 ล้านบาท B จึงถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลยเนื่องจากยักย้ายไปเกินกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ

    ดังนั้นเงิน 4 ล้านบาทที่ถูกยักย้ยไปจึงต้องกลับคืนสู่กองมรดก C และ D ได้มรดกไปคนละ 4.5 ล้านบาท

    แต่ถ้านาย B ยักย้ายเงินไปแค่ 2 ล้านบาท เท่ากับนาย B ต้องคืนเงิน 2 ล้านบาทกลับคืนสู่กองมรดก จะได้แค่เพียงสิทธิที่เหลืออยู่อีก 1 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนนาย C และ D ได้มรดกไปคนละ 4 ล้านบาท

    ในกรณีแรกนี้เป็นกรณีที่การถูกกำจัดภายหลังจากเจ้ามรดกตายเท่านั้น เนื่องจากต้องมีกองมรดกเกิดขึ้นก่อน ซึ่งมิให้บังคับกับพินัยกรรมที่ยกทรัพย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ดังนั้น หากเป็นพินัยกรรมแบบทั่วไป ตัวอย่างเช่น ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้นาย A และ นาย B ย่อมอาจถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกได้เช่นกัน

    กรณีที่สอง คือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ผู้ไม่สมควร หมายถึง ไม่สมควรได้รับมรดก เนื่องจากความประพฤติที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจถูกกำจัดได้ทั้งหลังและก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและใช้ได้กับทายาททุกประเภท รวมถึงทายาทผู้รับพินัยกรรมแบบเฉพาะ กล่าวคือ การกำหนดตัวทรัพย์ไว้โดยเฉพาะเจาะจง

    เหตุที่จะถูกกำจัดในฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้น มีดังต่อไปนี้ 

ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ
ผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง
ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น
ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด
ตัวอย่าง ทายาทผู้รับพินัยกรรม หลอกลวงให้ผ็ทำพินนัยกรรมทำใบมอบอำนาจให้แล้วเอาไปจัดการโอนที่ดินที่ตนจะได้รับตามพินัยกรรมเป็นของตนเสีย กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็ฯการฉ้อฉลให้หเจ้ามรดกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมผู้นั้นจึงมิต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ( ฎ. 944/2498 )

    ซึ่งในกรณีที่สองนี้จะถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลย แต่เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร 

    ผลของการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก แบ่งแยกพิจารณาง่าย ๆ ตามเหตุซึ่งมี 2 แบบ คือ ถูกกำจัดก่อน และถูกกำจัดหลัง ซึ่งในการสืบมรดกนั้น ต้องเป็นการกำจัดที่เกิดหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว แต่ถ้าถูกกำจัดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผลคือการรับมรดกแทนที่ 

    การถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานสามารถสืบมรดกแทนที่ได้เสมือนทายาทนั้นตายแล้ว

    เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่ถูกกำจัดหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เมื่อกฎหมายใช้คำว่าผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงหรือบุตรบุญธรรมก็สามารถสืบมรดกแทนที่ได้ ไม่เหมือนกรณีผู้สืบสันดานโดยตรงเท่านั้นที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่

การตัดมิให้ได้รับมรดก
เป็นการตัดทิ้งทั้งสาย จะมีการสืบมรดกหรือรับมรดกแทนที่กันไม่ได้ ซึ่งสามารถตัดได้ทั้งโดยพินัยกรรม โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ( ที่อำเภอ ) หรือโดยปริยาย

    การตัดมิให้ได้รับมรดกนี้เกิดมีขึ้นได้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและใช้กับทายาทโดยธรรมเท่านั้น โดยเจ้ามรดกเป็นผู้ตัด

    การตัดโดยปริยาย ก็คือทายาทโดยธรรมไม่มีการพูดถึงเลยในพินัยกรรมว่าได้รับประโยชน์ ดังนั้นจึงเป็นผู้ถูกตัดมิให้ได้รับมรดกโดยปริยาย แต่ถ้าหากทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินนัยกรรมคนใดตายลง มรดกส่วนนั้นย่อมกลับคืนสู่กองมรดก ผู้ถูกตัดโดยปริยายย่อมมีสิทธิในกองมรดกนั้นด้วย ถือไม่ได้ว่าเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก

    การแสดงเจตนาถอนการตัดมิให้รับมรดก ทำได้โดยหากทำไว้โดยพินัยกรรมจะถอนก็ต้องทำโดยพินัยกรรม หากทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การถอนจะทำเป็นพินัยกรรมหรือทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้

การสละมรดก
ต้องทำหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น โดยการแสดงเจตนาชัดแจ้งทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประณีประนอมยอมความ เมื่อสละแล้วต้องสละทั้งหมด และจะทำโดยมีเจตนาสละให้คนใดคนหนึ่งไม่ได้ จะถอนการสละไม่ได้ โดยผู้สืบสันดานสามารถสืบมรดกต่อไปได้ ถ้าสละแล้วไม่มีคนสืบมรดกก็กลับคืนสู่กองมรดก ถ้าผู้สละมรดกเป็นทายาทผู้รับพินัยกรรม ด้วย ผู้สืบสันดานของผู้นั้นไม่สามารถสืบมรดกต่อไปได้อีก

. . . . .

  ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เป็นเรื่องของการแบ่งมรดกในกองมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดก บ่อยครั้งที่กองมรดกเกิดปัญหา จึงจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก

  ไม่ว่าจะมีพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม เมื่อผู้ตายเสียชีวิตลงแล้ว สิ่งที่ผู้มีสิทธิได้รับมรดกต้องทำคือ ทำหนังสือลงชื่อให้ความยินยอมให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยจะเลือกบุคคลตามความเห็นชอบของผู้มีสิทธิได้รับมรดกทุกคนในกรณีในพินัยกรรมไม่ได้ตั้งไว้ หรือยินยอมตั้งตามพินัยกรรม ( ถ้ามี ) หรือยิมยอมให้บุคคลที่ในพินัยกรรมระบุเป็นผู้ตั้งให้ก็ได้ แล้วแต่กรณี 

ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง ได้แก่ ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดกจริง ๆ หรือผู้รับพินัยกรรม ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เป็นต้น และพนักงานอัยการ ในกรณีดังต่อไปนี้

เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์
เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก
เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ
และในการยื่นคำร้องต้องดูเขตอำนาจศาลด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องยื่นคำร้องใหม่ตามเขตอำนาจซึ่งจะทำให้เสียเวลาได้ จึงต้องยื่นในเขตอำนาจศาลที่ผู้ตายตามภูมิลำเนา หรือ ถ้าไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศ ให้ไปศาลทีทรัพย์ตั้งอยู่

ส่วน คุณสมบัติของผู้จัดการมรดก นั้น จะต้องเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และ ไม่เป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย ถ้าครบองค์ประกอบเหล่านี้ก็สามารถที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้

หากผู้จ